March 8, 2024

การนับชั่วโมงแบบจีน (时辰) เรียกช่วงเวลาตามปีนักษัตร

สาระสั้น ๆ จากน่ำเอี๊ยงวันนี้จะขอพูดถึง “การนับชั่วโมงแบบจีน” โดยหลักโหราศาสตร์จีนจะแบ่งช่วงเวลาในหนึ่งวันออกเป็นยามต่าง ๆ 12 ยาม (时辰) แล้วเรียกชื่อแต่ละยามตามปีนักษัตร ซึ่งจะเริ่มนับยามแรกที่ปีชวดแล้วนับถัดไปเรื่อย ๆ จนถึงปีกุน จะแบ่งนักษัตรละ 2 ชั่วโมง เรียกว่า 1 ชั่วยาม รวมทั้ง 12 นักษัตรก็จะครบ 24 ชั่วโมง หรือ 1 วันพอดี  หลักการแบ่งเวลาเช่นนี้มีผลอย่างมากในการทำนายโหราศาสตร์จีน เพราะจำเป็นต้องใช้ขึ้นดวงแต่ละบุคคลในแผนผังอ่านดวงชะตาที่เรียกว่า ปาจื้อ (八字) คล้าย ๆ กับการผูกดวงแบบโหราศาสตร์ไทย ถ้าเรารู้เวลาเกิดของเราก็จะสามารถเทียบออกมาได้ว่าเราเกิดตรงกับช่วงยามไหน  ที่น่ำเอี๊ยงเวลาซินแสดูฤกษ์ยามก็จะยึดช่วงเวลาเกิดตามหลักการนี้ในการคำนวณ เพื่อให้ได้ฤกษ์ยามที่ดีและเหมาะสมกับคน ๆ นั้นมากที่สุด ส่วนฤกษ์ที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายคน เช่น คลอดบุตรก็จะใช้ช่วงเวลาเกิดของคุณพ่อคุณแม่ในการคำนวณหาวันเกิดที่ดีที่สุดของลูก  ช่วงเวลาที่ได้รับไปจึงมีความสมพงษ์หรือ ฮะ (合) กับชะตาของคุณที่คำนวณมาเพื่อคุณคนและคุณที่คุณรัก

การนับชั่วโมงแบบจีน (时辰) เรียกช่วงเวลาตามปีนักษัตร Read More »

ไหว้ขอพรเจ้าแม่กวนอิมปางต่าง ๆ พร้อมบทสวดบูชาเสริมความเมตตา

วันรำลึกพระโพธิสัตว์กวนอิม คือ วันที่ 19 เดือน 6 ตามปฏิทินจัทรคติจีน เป็นวันที่พระแม่กวนอิมบรรลุธรรมได้เป็นพระโพธิสัตว์ หรือ ผ่อสัก (菩薩) ในสำเนียงแต้จิ๋ว หมายถึงผู้ตั้งจิตแน่วแน่ในการบำเพ็ญเพียรเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าต่อไปในอนาคต เจ้าแม่กวนอิม การผสมผสานของตำนานและความเชื่อ ที่มาของเจ้าแม่กวนอิมพระแม่กวนอิม หรือ พระโพธิสัตว์กวนอิม เป็นพระโพธิสัตว์ในทางพุทธศานานิยามหายาน ซึ่งเป็นองค์เดียวกันกับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ที่มีต้นกำเนิดมาจากทางฝั่งประเทศอินเดีย ก่อนที่ประเทศจีนจะรับเอาพระพุทธศาสนาเข้ามา และมีการหลอมรวมเข้ากับตำนานความเชื่อดั้งเดิมของทางจีน จนเกิดเป็นตำนานพระโพธิสัตว์กวนอิม​ตำนานที่ก่อเกิดเป็นเจ้าแม่กวนอิม ในฝั่งประเทศจีนตำนานเจ้าหญิงเมี่ยวซาน ตำนานกำเนิดเจ้าแม่กวนอิมของประเทศจีน โดยตำนานเล่าว่า เจ้าหญิงเมี่ยวซาน เป็นพระราชธิดาองค์เล็กสุด ของพระเจ้าเมี่ยวจง กับ พระนางเซี่ยวหลิน เมื่อถึงวัยเจริญชันษาที่ต้องออกเรือนเจ้าหญิงเมี่ยวซ่านไม่ประสงค์จะอภิเษกกับผู้ใด เพราะนางนั้นเป็นพุทธมามะกะศรัทธาเลื่อมใสในหลักพระธรรมและตั้งใจแน่วแน่ที่จะอุทิศตนให้กับทางธรรม ทำให้พระเจ้าเมี่ยวจงไม่พอพระทัยในตัวของนาง และได้ส่งให้นางไปทำงานหนักในสำนักชีแต่เจ้าหญิงเมี่ยวซานก็ไ่ม่ได้รู้สึกโกรธเคืองพระบิดาแต่อย่างใด นางได้เจริญภาวนาบำเพ็ญเพียร ทำทานโปรดสัตว์นางได้บรรลุธรรมขั้นสูงกระทั่งตรัสรู้กลายเป็นพระโพธิสัตว์ในที่สุดความศรัทธานับถือบูชาในเจ้าแม่กวนอิม​ลัทธิบูชาเจ้าแม่กวนอิมการบูชาเจ้าแม่กวนอิมนั้น มีความเชื่อมาจากทางฝั่งพระพุทธศาสนาในนิกายมหายาน องค์พระโพธิสัตว์กวนอิม หรือ เจ้าแม่กวนอิมเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างสุดในทางมหายาน ในฐานะของพระโพธิสัตว์ที่มาโปรดสัตว์เพื่อให้บรรลุธรรมและไปเกิดในแดนสุขาวดี ซึ่งเป็นดินแดนของผู้บรรลุนิพานแล้วเท่านั้น ผู้ที่ได้ไปเกิดในดินแดนนี้จะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกเป็นการละไว้ซึ่งวัฏจักรสังขาร​เมื่อบูชาเจ้าแม่กวนอิมแล้ว เหตุใดจึงไม่กินเนื้อเจ้าแม่กวนอิม นับเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งที่มีความเมตตาปราณี หวังช่วยให้มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกพ้นจากความสุขเพื่อที่จะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดตามวัฏจักรสังขารอีก เจ้าแม่กวนอิมจึงมีการบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่เสมอ ละเว้นซึ่งกิเลสตัณหาและการกินเนื้อสัตว์ นั่นจึงทำให้เป็นเหตุผลว่า เพราะเหตุใดผู้ที่เคารพนับถือเจ้าแม่กวนอิมส่วนใหญ่แล้วมักจะนิยมทานอาหารเจหรือมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์เลย เจ้าแม่กวนอิมมีมากกว่า 1 ปาง

ไหว้ขอพรเจ้าแม่กวนอิมปางต่าง ๆ พร้อมบทสวดบูชาเสริมความเมตตา Read More »

น่ำเอี๊ยงแนะนำวิธีการขอพรพระยูไล รับความเป็นสิริมงคลตลอดปี

วันที่ 8 เดือน 4 ตามปฏิทินจันทรคติจีน เป็นวันรำลึกถึงพระยูไล หรือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามคติจีน พระยูไล พระพุทธเจ้าตามความเชื่อของชาวจีน พระยูไลตามตำนานความเชื่อพระยูไล (如来) มีตำนานที่เกี่ยวข้องกับบทประพันธ์ในวรรณคดีเรื่องไซอิ๋ว ซึ่งพระองค์ได้รับหน้าที่มาปราบ ซุนหงอคง หรือ เห้งเจีย ลิงหินผู้มีฤทิธิ์มาก ที่เกิดความทะนงตนไปท้าท้ายพระยูไลเข้า ด้วยการพนันขันต่อว่าตนนั้นสามารถกระโดดข้ามฝ่ามือของพระยูไลได้อย่างง่ายดาย ซึ่งฝ่ามือนั้นคือภูเขาทั้ง5ลูก แต่เมื่อหงอคงเริ่มกระโดดกลับไม่สามารถกระโดดข้ามพ้นภูเขาทั้ง5ลูกได้เลย กระทั่งถูกพระยูไลสยบลงในที่สุดด้วย ด้วยการกักขังหงอคงเอาไว้ใต้ภูเขา ที่เรียกกันว่า “ภูเขาอู่จื่อซาน”(五指山) ส่วนในปัจจุบันนี้ภูเขาอู่จื่อซานหรือภูเขา5ยอด ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวและมรดกทางธรรมชาติอันสำคัญแห่งหนึ่งของชาวจีน และด้วยตำนานดังกล่าว ทำให้กลายเป็นที่มาของ “ฝ่ามือพระยูไล” อันเป็นประติมากรรมที่เกี่ยวข้องกับองค์พระยูไล ประวัติพระยูไลพระยูไล (如来) หรือที่ภาษาจีนออกเสียงว่า หรูไหล เป็นคำเรียกลงท้ายพระพุทธเจ้าของชาวจีนเนื่องจากชาวจีนนับถือพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ จึงมีการสันนิษฐานกันว่าพระยูไลในที่นี้ อาจเป็นพระพุทธเจ้า 3 องค์นี้ ได้แก่1. ศายมุนีพุทธเจ้า (釈迦如来)2. พระอมิตาพุทธเจ้า (阿弥陀如来)3. พระไภษัชยครุพุทธเจ้า (薬師如来)เพราะจะเห็นได้ว่าทุกพระองค์ล้วนมีพระนามยูไลต่อท้ายเสมอและพระยูไลที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย มักจะอยู่ในรูปลักษณะที่ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ดอกบัว มือซ้ายยกขึ้นประทานพร พระพักตร์เปี่ยมไปด้วยความเมตตา มีประกายรัศมีสว่างไสวโชติช่วงดั่งแสงของดวงอาทิตย์ บนอกมีเครื่องหมายสวัสติกะ อันเป็นเครื่องหมายของทางพระพุทธศาสนาฝ่ายนิกายมหายานปรากฏอยู่ด้วย ของไหว้ขอพรพระยูไล​ส่วนของไหว้ที่ควรนำไปถวายเพื่อขอพรพระยูไลนั้น ก็มีดังนี้​1.

น่ำเอี๊ยงแนะนำวิธีการขอพรพระยูไล รับความเป็นสิริมงคลตลอดปี Read More »

ทำไมนับถือเจ้าแม่กวนอิมจึงห้ามรับประทานเนื้อวัว?

ประเด็นที่ว่าเมื่อนับถือเจ้าแม่กวนอิมแล้วห้ามรับประทานเนื้อวัวนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เขื่อว่าผู้อ่านหลายท่านที่นับถือเจ้าแม่กวนอิมและไม่รับประทานเนื้อวัวน่าจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ขนาดคนจีนยังกินเนื้อวัวเลย” อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์ประเทศจีนนั้นมีกระแสเรื่องการไม่รับประทานเนื้อวัวโดยทั้งไม่เกี่ยวและเกี่ยวข้องกับเจ้าแม่กวนอิม แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัด หลักฐานการกินและไม่กินเนื้อวัวผ่านเอกสารโบราณและสำนวนจีน การไม่รับประทานเนื้อวัวของชาวจีนโดยไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องเจ้าแม่กวนอิมนั้น มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจวตะวันตก (西周) โดยมีการสั่งห้ามฆ่าวัว เพราะเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อการทำนาและการเกษตร ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของแคว้น (และเป็นเช่นนี้มาหลายยุคสมัย) หรืออาจกล่าวในอีกมุมหนึ่งได้ว่าเป็นตัวชี้วัดความมั่งคั่งของประเทศ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่สามารถสืบค้นเจอในยุคสมัยดังกล่าว ซึ่งก็คือ “คัมภีร์หลี่จี้” (禮記) ซึ่งเป็นเอกสารที่ว่าด้วยธรรมเนียมและจารีต โดยเขียนไว้ว่า “諸侯無故不殺牛” แปลว่า “เจ้าเมืองจะไม่ฆ่าวัวโดยไม่มีเหตุผล” (ขนาดเจ้าเมืองยังไม่ฆ่าวัว แน่นอนว่าประชาชนทั่วไปย่อมไม่มีทางฆ่าวัวเช่นกัน) อย่างไรก็ตาม ในยุคชุนชิว มีเจ้าครองแคว้นนามว่า เว่ยฮุ่ยหวัง (梁惠王) ได้เชิญผาวติง (庖丁) ซึ่งชำนาญในการแล่เนื้อวัวมากมาแสดงการแล่เนื้อวัวให้ชมในงานเลี้ยง ซึ่งผาวติงนั้นทำให้เว่ยฮุ่ยหวังนั้นทั้งชื่นชมในความสามารถ จึงทำให้เกิดสำนวนว่า 庖丁解牛 (ผาวติงเจี่ยหนิว) ซึ่งใช้เปรียบเทียบผู้ที่ทำงานอย่างช่ำชองรวดเร็ว แต่ในทางกลับกันก็กลายเป็นหลักฐานว่าชาวจีนในสมัยก่อนนั้นก็รับประทานเนื้อวัวมาเป็นเวลานานแล้วเช่นกัน อิทธิพลของเจ้าแม่กวนอิมที่มีต่อการรับประทานเนื้อวัว หากกล่าวถึงการไม่รับประทานเนื้อวัวเพราะนับถือเจ้าแม่กวนอิมนั้น หนึ่งในตำนานที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ ตำนานองค์หญิงเมี่ยวซ่าน (妙善公主) ผู้ฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนา (ต่อมาได้บรรลุธรรมเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิม)  แต่ฮ่องเต้ผู้เป็นพระบิดาต้องการให้องค์หญิงเมี่ยวซ่านแต่งงาน ทว่านางกลับไม่สนใจในเรื่องของทางโลกและมุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรม ฮ่องเต้จึงพิโรธและกลั่นแกล้งนางสารพัดเพื่อขัดขวางไม่ให้นางสามารถปฏิบัติธรรมได้ ถึงขั้นสั่งเผาวัดสังหารนักบวชและองค์หญิงเมี่ยวซ่าน แต่ไม่ว่าวิธีใดก็ไม่สามารถขัดขวางนางได้ ต่อมาฮ่องเต้ทรงพระประชวร องค์หญิงเมี่ยวซานซึ่งในตอนนั้นได้บวชชีแล้ว จึงปลอมตัวเข้าไปรักษาบิดาตนเองโดยใช้แขนและขาของตนเองทำเป็นยารักษา ทำให้ฮ่องเต้ยอมเปิดใจ

ทำไมนับถือเจ้าแม่กวนอิมจึงห้ามรับประทานเนื้อวัว? Read More »

ทำไมเทศกาลกินเจถึงสามารถรับประทานหอยนางรมได้?

หากกล่าวถึงเทศกาลถือศีลกินเจ การกินหอยนางรมได้หรือไม่นั้นถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาโดยตลอด ในขณะที่บางกลุ่มมองว่าสามารถรับประทานได้เนื่องด้วยตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาอย่างองค์หญิงเมี่ยวซ่านและตำนานพระถัมซังจั๋ง ในขณะที่บางกลุ่มมองว่าอย่างไรเสียหอยนางรมก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง หากถือศีลกินเจนั้นก็ไม่สามารถรับประทานได้ อย่างไรก็ดี ในบทความนี้น่ำเอี๊ยงขอพาทุกคนสำรวจความเชื่อเกี่ยวกับการรับประทานหอยนางรมในฐานะอาหารเจ ทั้งนี้เพื่อคลายข้อสงสัยและช่วยให้ผู้ที่ถือศีลกินเจสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น ความเชื่อเกี่ยวกับการรับประทานหอยนางรมในฐานะอาหารเจ ความเชื่อที่ 1: องค์หญิงเมี่ยวซ่าน (妙善公主) ความเชื่อที่หนึ่งมาจากเรื่องราวขององค์หญิงเมี่ยวซ่าน ซึ่งต่อมาได้ตรัสรู้เป็นพระโพธิสัตว์กวนอิม ในสมัยที่ยังเป็นพระราชธิดาองค์เล็กของพระเจ้าเมี่ยวจวง (妙庄王) และพระนางเซี่ยวหลิน เมื่อยังเยาว์วัย องค์หญิงเมี่ยวซ่านมีคสามสนใจในการศึกษาพระธรรม ยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธศาสนา และมีความตั้งใจที่จะช่วยสรรพสัตว์บนโลกไปนี้ให้พ้นทุกข์ ทว่าตอนนั้นพระเจ้าเมี่ยวจวงต้องการให้องค์หญิงเมี่ยวซ่านออกเรือน แต่นางกลับไม่สนใจความประสงค์ของพระบิดา จึงหนีออกจากวัง พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงกริ้วเป็นอย่างมาก จึงพยายามขัดขวางทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้องค์หญิงเมี่ยวซ่านบรรลุความต้องการของตน จนถึงขนาดที่เข่นฆ่าผู้คนที่นับถือพระพุทธศาสนา เมี่ยวซ่านจึงพาประชาชนผู้นับถือพุทธศาสนาหนีลงทะเล แต่ด้วยการเดินทางทะเลที่ยาวนานและเส้นทางที่ยาวไกล จึงทำให้เสบียงอาหารที่เตรียมไว้หมดลง ด้วยเหตุนี้อธิษฐานว่าหากเอาไม้พายจุ่มลงทะเลไปแล้วมีสิ่งใดติดขึ้นมา ก็จะกินสิ่งนั้นเป็นอาหาร ปรากฏว่ามีหอยนางรมติดขึ้นมา ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นความเชื่อว่าหอยนางรมสามารถรับประทานได้ ความเชื่อที่ 2: พระถัมซังจั๋ง (玄奘) อีกความเชื่อหนึ่งที่ชาวบ้านเชื่อถือกันคือเรื่องราวของพระถัมซังจั๋ง ซึ่งกำลังเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่ดินแดนชมพูทวีป ระหว่างทางไม่สามารถหาสิ่งใดฉันได้เลย จึงตั้งจิตอธิษฐานว่าหากมีสิ่งใดที่สามารถฉันได้โดยไม่ผิดบาป ขอให้ปรากฏขึ้นเป็นภักษาหารด้วยเถิด ทันใดนั้นก็มีหอยนางรมจำนวนมากโผล่ขึ้นมาจากน้ำ ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าหอยนางรมเป็นอาหารเจ ผู้ที่รับประทานเจสามารถบริโภคได้ ข้อกังขาเกี่ยวกับความเชื่อเกี่ยวกับหอยนางรมในฐานะอาหารเจ อย่างไรก็ดี ทั้งสองความเชื่อที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่นิทานที่เล่าสืบกันมา ไม่มีหลักฐานที่สามารถอ้างอิงได้ ความน่าเชื่อถือจึงมีไม่มากนัก และถึงแม้ว่าจะมีบางคนกล่าวว่าสามารถรับประทานหอยนางรมได้เพราะไม่มีทางเลือก แต่ท้ายที่สุดแล้วหอยนางรมก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง จึงทำให้คนส่วนใหญ่ยังคงหลีกเลี่ยงการรับประทานหอยนางรมเป็นอาหารเจ

ทำไมเทศกาลกินเจถึงสามารถรับประทานหอยนางรมได้? Read More »

ค้นหาคำตอบความเชื่อโลกหลังความตาย ฉบับจีน ไทย และฝรั่ง

“สถานีต่อไปสวรรค์ ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนเส้นทางไปยังนรกได้ อยู่ที่การกระทำของผู้โดยสารเอง” “Next station heaven, interchange with hell, depending upon what you are doing” ถึงแม้ว่าประโยคพร้อมแปลภาษาอังกฤษข้างต้นจะเป็นการล้อเลียนเสียงประกาศบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส แต่ก็ตั้งอยู่บนความเป็นจริงที่ว่ามนุษย์จะขึ้นสวรรค์หรือชดใช้กรรมอยู่ในนรก ขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเอง ซึ่งนรกในแต่ละวัฒนธรรมก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน และผู้โดยสารก็สามารถเลือกได้ผ่านการนับถือศาสนาต่าง ๆ อย่างไรก็ดี บทความนี้นอกจากจะพาผู้อ่านทำความรู้จักนรกในวัฒนธรรมที่ต่างกันแล้ว จุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือการชี้ให้เห็นว่าไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ก็ล้วนแต่สอนให้มนุษย์รู้จักการเกรงกลัวต่อการทำความชั่วโดยหยิบยกมโนทัศน์เรื่องนรกมาเป็นเครื่องมือการสอนให้มนุษย์รู้จักทำความดี เพราะท้ายที่สุดแล้วมนุษย์โดยสัญชาติญาณแล้ว ความหวาดกลัวเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากที่สามารถทำให้มนุษย์คล้อยตามทำนองคลองธรรมได้ดียิ่งกว่าการบอกคุณประโยชน์ของสิ่งใด ๆ  10 ขุมนรกและยมบาลทั้ง 10 ของจีน  ชาวจีนมีความเชื่อว่า เขาไท่ซาน (泰山) เป็นจุดที่เชื่อมต่อระหว่างนรกและสวรรค์ อย่างไรก็ตามเดิมทีในวัฒนธรรมจีนโบราณนั้นยังไม่มีมโนทัศน์เรื่อง “นรก” มีเพียงแนวคิดเรื่องโลกหลังความตาย (幽冥) เท่านั้น แต่เมื่อพระพุทธศาสนาจากอินเดียเริ่มเข้าสู่ประเทศจีน จึงก่อให้เกิดแนวคิดเรื่องนรกขึ้นมาโดยมีพญายม (閻羅王) เป็นเจ้านรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป แนวคิดเรื่องนรกก็ได้หลอมรวมกับลัทธิเต๋า ขงจื่อและความเชื่อพื้นบ้านของจีน ทำให้จากที่มีพญายมเพียงองค์เดียว ก็ได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 10 องค์และมีนรกเพิ่มขึ้นมาเป็น 10 ขุม ได้แก่ 

ค้นหาคำตอบความเชื่อโลกหลังความตาย ฉบับจีน ไทย และฝรั่ง Read More »

แนวคิดการมองโลกผ่านน้ำส้มสายชู (醋) ในลัทธิขงจื๊อ (儒家) ศาสนาพุทธ (佛家) และลัทธิเต๋า (道家)

“ชายสามคนกำลังยืนล้อมรอบถังน้ำส้มสายชูใบใหญ่ใบหนึ่ง ทั้งสามคนต่างก็ได้ลองลิ้มรสของน้ำส้มสายชู ทว่าทั้งสามคนต่างก็มีสีหน้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ความหมายของชายสามคนในภาพนั้นก็ได้กลายเป็นศาสดาของแต่ละลัทธิอันได้แก่ ขงจื๊อ (孔子) พระพุทธเจ้า (釋迦摩尼) และเล่าจื๊อ (老子) โดยที่ขงจื๊อคิดว่าน้ำส้มสายชูมีรสเปรี้ยว พระพุทธเจ้าคิดว่ามีรสขม ส่วนเล่าจื๊อกลับมองว่ามีรสหวาน” ข้อความข้างต้นนี้เป็นคำบรรยายที่มีต่อภาพที่ชื่อว่า “นักชิมน้ำส้มสายชู” (The Vinegar Tasters, 三酸圖) ซึ่งเป็นจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงอย่างมากในด้านแนวคิดปรัชญาของจีน กล่าวคือการที่ศาสดาทั้งสามลิ้มรสน้ำส้มสายชูในถังใบเดียวกันแล้วได้รสชาติที่ต่างกัน แท้จริงแล้วภาพปริศนาธรรมนี้ ต้องการจะชี้ให้เห็นถึงการมองชีวิตและโลกที่ต่างกันผ่านปลายลิ้นของศาสดาทั้งสาม รสชาติแห่งชีวิต ขงจื๊อมองว่าชีวิตนั้นมีรสชาติออกเปรี้ยว กล่าวคือ โลกของเรานั้นไม่สมบูรณ์ ไม่มีความประสานกลมเกลียวกันระหว่างยุคสมัยอดีตกับปัจจุบัน การปกครองบนโลกมนุษย์นั้นก็ไม่สอดรับกับวิถีแห่งสวรรค์ จำเป็นต้องสร้างกฏเกณฑ์บางอย่างเพื่อให้วิถีของโลกนั้นสอดคล้องต้องตรงกันกับสวรรค์ซึ่งในที่นี้ก็คือหลักธรรมคำสอนของลัทธิขงจื๊อ โดยมีกษัตริย์ซึ่งถือเป็นโอรสสวรรค์นั้นเป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกกับสวรรค์ ด้วยเหตุนี้ ลัทธิขงจื๊อจึงมีคำสอนและข้อปฏิบัติอันเคร่งครัดมากมาย ทั้งในแง่ของการปกครองบ้านเมืองด้วยคุณธรรม ประเพณีปฏิบัติต่าง ๆ และธรรมเนียมภายในราชสำนัก พระพุทธเจ้าเห็นว่าชีวิตบนโลกนั้นมีรสขม กล่าวคือ โลกของเรา การเกิดมาบนโลก และสรรพสัตว์บนโลกนั้นช่างขมขื่น อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความยึดติดและกิเลสตัณหา ซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้าในการทำให้สัตว์โลกทั้งปวงนั้นพ้นจากทุกข์ด้วยหลักความจริงอันประเสริฐหรือ “อริยสัจ” และมุ่งสู่จุดสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนาซึ่งก็คือ “นิพพาน”  ในขณะที่ขงจื๊อทำหน้าตาบูดบึ้ง พระพุทธเจ้าทำสีหน้าขมขื่น เล่าจื๊อกลับมีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม และรู้สึกว่าน้ำส้มสายชูถังนี้นั้นมีรสชาติหวาน ที่เป็นเช่นนี้เพราะท่านมองว่าแท้จริงแล้ว โดยธรรมชาติโลกและสวรรค์นั้นมีความสอดคล้องกลมเกลียวกันอยู่แล้วตั้งแต่แรก มนุษย์นั้นสามารถพบเจอได้ทุกชั่วขณะจิต

แนวคิดการมองโลกผ่านน้ำส้มสายชู (醋) ในลัทธิขงจื๊อ (儒家) ศาสนาพุทธ (佛家) และลัทธิเต๋า (道家) Read More »

ตรวจสอบดวงชะตากวนอูผ่านปีนักษัตร สมพงศ์และชงกับใครบ้างในสมัยสามก๊ก?

เชื่อว่าผู้อ่านสามก๊กหลายท่านน่าจะรู้จักตัวละครสำคัญอย่างกวนอู (關羽) เล่าปี่ (劉備) เตียวหุย (張飛) และโจโฉ (曹操) และพอจะเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวละครเหล่านั้นอยู่บ้างไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ดี หากกล่าวถึงความสัมพันธ์ในด้านของความสมพงศ์และการชง ข้อมูลที่จำเป็นที่สุดในการวิเคราะห์ก็คือ “ปีเกิด” ซึ่งสามารถบ่งบอกปีนักษัตรได้ และเมื่อเราได้ปีนักษัตรแล้ว ก็สามารถนำมาเทียบกับหลักความสัมพันธ์ทางโหราศาสตร์จีนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หลักฮะ (六合) หลักชง (六冲) ซาฮะ (三合) หรือหลักไห่ (六害) ได้ อนึ่ง หากกล่าวถึงสามก๊กนั้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าฉบับที่คนส่วนใหญ่ได้อ่านกัน ไม่ว่าจะเป็นฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ฉบับวณิพก หรือฉบับยาขอบ ล้วนแปลจาก “นวนิยายสามก๊ก” (三國演義) ซึ่งแต่งโดยหลอกว้านจง (羅貫中) ในสมัยราชวงศ์หมิง กล่าวคือมีการเสริมเติมแต่งอยู่ไม่น้อย ในขณะที่นักประวัติศาสตร์นั้นจะศึกษาความเป็นไปของยุคสมัยสามก๊กผ่าน “จดหมายเหตุสามก๊ก” (三國志) หรือ “จือจื้อทงเจี้ยน” (資治通鑑)  ซึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์นิพนธ์จีนโดย ซือหม่ากวง (司馬光) อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้ผู้เขียนจะขอใช้ปีเกิดตามนวนิยายสามก๊ก เนื่องจากตรวจสอบดวงชะตากวนอูผ่านปาจื้อนั้น ไม่ได้มีเจตนาเพื่อหาข้อสรุปทางประวัติศาสตร์ เพียงต้องการนำหลักของปาจื้อเข้ามาตรวจสอบและเทียบเคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในนวนิยายเรื่องสามก๊กเท่านั้น

ตรวจสอบดวงชะตากวนอูผ่านปีนักษัตร สมพงศ์และชงกับใครบ้างในสมัยสามก๊ก? Read More »

24 สารทฤดู (二十四節氣) และอาหารการกินของคนจีน

คนจีนถือเป็นชนชาติหนึ่งที่ให้ความสำคัญและใส่ใจกับการกินอาหารตามฤดูกาลเป็นอย่างมาก หลายท่านที่ศึกษาวัฒนธรรมจีนมาอาจทราบกันดีว่าชาวจีนโบราณนั้นแบ่งฤดูกาลออกเป็นทั้งหมด 24 ฤดู ซึ่งนอกจากอาหารตามฤดูกาลมักจะหาทานได้ง่ายในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ แล้ว ยังช่วยในการบำรุงร่างกายของเราให้แข็งแรงและทำให้พลังหยินหยางภายในร่างกายสมดุลอีกด้วย สรุป 24 ฤดูกาลของจีนผ่านบทเพลงท่องจำเด็กประถมจีน 春雨驚春清穀天,夏滿芒夏暑相連 秋處露秋寒霜降,冬雪雪冬小大寒 每月两节不变更,最多相差一两天 上半年来六廿一,下半年来八廿三 บทเพลงที่เขียนขึ้นไว้ข้างต้นนี้มีชื่อว่า《傳統廿四節氣歌》แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “เพลง 24 สารทดั้งเดิมของจีน” สำหรับความหมายของเพลงนั้น สามารถสรุปความหมายในแต่ละวรรคได้ดังต่อไปนี้ 春雨驚春清穀天 ชุน-อวี่-จิง-ชุน-ชิง-กู่-เทียน หมายถึง 6 สารทในฤดูใบไม้ผลิได้แก่ ลี่ชุน (立春) อวี๋สุ่ย (雨水) จิงเจ๋อ (驚蟄) ชุนเฟิน (春分) ชิงหมิง (清明) และกู๋อวี่ (穀雨)  夏滿芒夏暑相連 เซี่ย-หม่าน-หมาง-เซี่ย-สู่-เซียง-เหลียน หมายถึง 6 สารทในฤดูร้อนได้แก่ ลี่เซี่ย (立夏) เสียวหม่าน (小滿) หมางจ้ง (芒種) เซี่ยจื้อ (夏至) เสียวสู่ (小暑) และต้าสู่ (大暑) 

24 สารทฤดู (二十四節氣) และอาหารการกินของคนจีน Read More »

ตำนานสุรา สงหวง (雄黃酒) สุราป้องกันเบจญพิษในเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง

 “人生得意須盡歡,莫使金樽空對月”——李白《將進酒》 “ชีวิตคนยามสุขก็สุขให้เต็มที่ อย่าให้จอกทองว่างเปล่าภายใต้แสงจันทร์”—— เชิญร่ำสุรา, หลี่ป๋าย วรรคหนึ่งจากบทกวีชื่อ《將進酒》ซึ่งเขียนโดยหลี่ป๋ายนั้นได้แสดงให้เห็นว่า เหล้าและงานเลี้ยงถือเป็นของคู่กันที่ไม่อาจขาดจากกันได้ ในยามที่มีการเลี้ยงฉลอง นอกจากงานเลี้ยงแล้ว เหล้านั้นถือเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับงานมงคลมากมาย จนมีคำพูดที่ว่า “無酒不成席” หมายถึง “ไม่มีเหล้า ไม่นับว่าเป็นงานเลี้ยง” อย่างไรก็ตาม ในเทศกาลไหว้ขนมบ๊ะจ่างซึ่งอาจไม่ได้มีการจัดงานรื่นเริง ก็มีเหล้าเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีเช่นเดียวกัน ซึ่งเหล้าชนิดนี้เรียกว่าเหล้าสงหวง (雄黃酒)  เหล้าสงหวง (雄黃酒) และที่มาของการดื่มเหล้าสงหวงในเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง เหล้าสงหวงคือเหล้าประเภทหนึ่งซึ่งทำจาก “สงหวง” (雄黃) ซึ่งเป็นแร่ชนิดหนึ่งประกอบด้วยกำมะถันและสารหนู คนไทยรู้จักกันในชื่อว่า “หรดาลแดง” ในช่วงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง ชาวบ้านจะดื่มเหล้าสงหวง และนำเหล้ามาเขียนบนหน้าผากเด็กเป็นรูปตัวอักษร 王 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพญาเสือโคร่ง โดยเชื่อว่าสามารถไล่ผีและเสนียดจัญไรได้ นอกจากนี้เนื่องจากช่วงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างอยู่ในช่วงฤดูร้อนและมีอากาศร้อนชื้น ซึ่งเป็นช่วงที่สัตว์มีพิษทั้ง 5 ชนิดเจริญพันธ์ุเร็ว อันได้แก่ งู คางคก ตะขาบ แมงมุม และจำพวกสัตว์เลื้อยคลาน ชาวจีนจะใช้เหล้าสงหวงในการไล่สัตว์มีพิษเหล่านี้ออกไป ดั่งคำกล่าวที่ว่า “飲了雄黃酒,病魔都遠走” แปลว่า “ดื่มเหล้าสงหวง โรคภัยมารร้ายไม่กล้ำกราย” อย่างไรก็ตาม การดื่มเหล้าสงหวงนั้นจะดื่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะหากดื่มมากเกินไปสารพิษในเหล้าจะออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาทและระบบย่อยอาหารแทน ส่วนที่มาที่ไปของการนำเหล้าสงหวงมาใช้ในการขับไล่สัตว์มีพิษนั้น

ตำนานสุรา สงหวง (雄黃酒) สุราป้องกันเบจญพิษในเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง Read More »

เทศกาลสงกรานต์ของไทยและของจีนต่างกันอย่างไร

เป็นที่ทราบกันดีว่าเทศกาลสงกรานต์ของไทยนั้นถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของชาติอันเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2566 ที่ผ่านมา องค์กรยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้ประเพณีสงกรานต์ของไทยเป็น “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ” (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) อย่างไรก็ตาม ที่ประเทศจีนเองก็มี “เทศกาลสงกรานต์ในรูปแบบของตัวเอง” ซึ่งเรียกว่า “พัวสุยเจี๋ย” หรือเทศกาลสาดน้ำ คำว่า “เทศกาลสงกรานต์” ในภาษาจีน คำว่า “เทศกาลสงกรานต์” ในภาษาจีนคือ 宋干節 (ซ่งกานเจี๋ย) และ 潑水節 (พัวสุยเจี๋ย) ถึงแม้ว่าจะแปลเหมือนกัน แต่สิ่งที่อ้างถึงนั้นต่างกัน กล่าวคือ หากกล่าวถึงเทศกาลสงกรานต์ของไทย จะใช้คำว่า 宋干節 (ซ่งกานเจี๋ย) ในขณะที่คำว่า 潑水節 (พัวสุยเจี๋ย) จะหมายถึงเทศกาลสงกรานต์ของจีนชนเผ่าไต (傣族) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “เทศกาลสาดน้ำ” ซึ่งในบทความนี้จะขอเรียกเทศกาลสงกรานต์ของจีนว่า “เทศกาลสาดน้ำ” เพื่อแยกความแตกต่างออกจากเทศกาลสงกรานต์ของไทย ทำความรู้จักเทศกาลสาดน้ำ เทศกาลสาดน้ำ ถือเป็นเทศกาลปีใหม่ของชาวไต ตรงกับเดือน 6 ของปฏิทินไต

เทศกาลสงกรานต์ของไทยและของจีนต่างกันอย่างไร Read More »

ทำความรู้จัก 4 พระมหาโพธิสัตว์แห่งพระพุทธศาสนานิกายมหายาน

หากกล่าวถึงพระโพธิสัตว์ หรือที่ในภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า “ผ่อสัก” (菩薩) หลายคนอาจคุ้นเคยกับเจ้าแม่กวนอิม หรือพระอวโลกิเตศวร (觀世音菩薩) มากกว่าองค์อื่น ๆ แต่นอกเหนือจากเจ้าแม่กวนอิมแล้ว ในพระพุทธศาสนานิกายมหายานนั้นยังมีพระโพธิสัตว์อีกหลายองค์ที่เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านที่เคยเข้าศาลเจ้าไหว้พระนั้นน่าจะเคยเห็นแน่นอน เพียงแต่อาจจะไม่คุ้นเคยกับพระนามของท่าน ในบทความนี้น่ำเอี๊ยงจึงขอพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับพระมหาโพธิสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 4 พระองค์ว่ามีใครบ้าง พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์: ผู้สดับฟังเสียงร่ำไห้คร่ำครวญของสัตว์โลก พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (觀世音菩薩)  หรือที่ทุกคนรู้จักกันในนามว่า พระโพธิสัตว์กวนอิม หรือ เจ้าแม่กวนอิม เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระอมิตาภพุทธ (阿彌陀佛) เดิมพระอวโลกิเตศวรเป็นผู้ชาย แต่เมื่อศาสนาพุทธเผยแพร่เข้าสู่ประเทศจีนและเข้าสู่ราชวงศ์ถัง (唐朝) ได้เกิดคตินิยมให้สร้างพระองค์ให้เป็นเพศหญิง และเรียกกันว่าพระโพธิสัตว์กวนอิมนั่นเอง “我之所有一切善根,盡回向阿耨多羅三藐三菩提。願我行菩薩道時,若有眾生受諸苦惱、恐怖等事,退失正法,墮大暗處,憂愁孤窮、無有救護、無依無舍,若能念我、稱我名字,若其為我天耳所聞、天眼所見,是眾生等,若不得免斯苦惱者,我終不成阿耨多羅三藐三菩提。” ——《悲華經》 ความตอนหนึ่งจาก《悲華經》หรือ “กรุณาปุณฑรีกสูตร” หนึ่งในพระสูตรที่สำคัญของนิกายมหายาน ได้แสดงให้เห็นถึงความเมตตาอันเปี่ยมล้นของเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า  “หากมีสัตว์โลกใดไม่พ้นทุกข์ เราก็ไม่ขอบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ” ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เจ้าแม่กวนอิมนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเมตตามาจนถึงปัจจุบัน อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าแม่กวนอิมต่อได้ที่บทความ ไหว้ขอพรเจ้าแม่กวนอิมปางต่าง ๆ พร้อมบทสวดบูชาเสริมความเมตตา พระมัญชุศรีโพธิสัตว์: ผู้เป็นตัวแทนแห่งปัญญาและความคิดอันปราดเปรื่อง พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ (文殊菩薩) หรือในภาษาจีนแต้จิ๋วอ่านว่า “บุ่งซู้ผ่อสัก” เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระศากยมุนี (釋迦牟尼) และทรงเป็นพระโพธิสัตว์แห่งปัญญา

ทำความรู้จัก 4 พระมหาโพธิสัตว์แห่งพระพุทธศาสนานิกายมหายาน Read More »

ทำความรู้จัก “ตั่งซาโหง่วเนี้ย”《陳三五娘》งิ้วขาประจำเทศกาลหง่วงเซียว

“ทานขนมหยวนเซียวคืนเดือนหงาย ทายปริศนาโคมลอย ปล่อยใจชมโคมไฟและแสงจันทร์ในยามราตรี” หากพูดถึงเทศกาลหยวนเซียว (元宵節) แล้ว เชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะนึกถึงธรรมเนียมประเพณีที่กล่าวไปข้างต้นเป็นอันดับแรก ๆ อย่างไรก็ตาม นอกจากสามสิ่งนี้แล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาวจีนแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน นอกจากนี้ยังได้รับการอนุมัติจากคณะมนตรีรัฐกิจของประเทศจีน (中華人民共和國國務院) ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติจีนอีกด้วย ซึ่งก็คืองิ้วเรื่อง “ตั่งซาโหง่วเนี้ย”《陳三五娘》จากคณะงิ้วลี่หยวน เมืองเฉวียนโจว (泉州梨園戲)  เรื่องราวความรักระหว่างตั่งซาและโหง่วเนี้ย “ตั่งซาโหง่วเนี้ย”《陳三五娘》หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ “หลี่เกี๊ยกี่”《荔鏡記》คือบทงิ้วที่เขียนขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง (明代) เรื่องราวมีอยู่ว่า ตั่งซา (陳三) ซึ่งเป็นบัณฑิตหนุ่มชาวเมืองเฉวียนโจว มณฑลฮกเกี้ยน (福建泉州人) กำลังจะส่งพี่ชายไปรับราชการที่เมืองกว่างหนาน (廣南) แต่ระหว่างทางได้ผ่านเมืองแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง (廣東潮州) ซึ่ง ณ ขณะนั้นกำลังจัดเทศกาลหง่วงเซียวอยู่พอดี และในคืนเดือนหงายครั้งแรกของปีนั้นเอง ตั่งซาก็ได้บังเอิญพบกับโหง่วเนี้ย ลูกสาวของคหบดีผู้มั่งคั่งตระกูลอึ๊ง (黃五娘) และจุดเริ่มต้นความรักของทั้งสองก็ได้เริ่มต้นเนิดขึ้นโดยมีพระจันทร์และโคมไฟเป็นสักขีพยาน แต่ฝ่ายบิดาของโหงวเนี้ยนั้นได้จัดแจงงานแต่งให้ลูกสาวของตนเป็นที่เรียบร้อย โดยให้แต่งงานกับเศรษฐีนามว่า “หลิ่มไต๋” (林大) โดยที่โหงวเนี้ยไม่เต็มใจ จึงได้แต่รู้สึกเศร้าใจทว่าไม่อาจทำอะไรได้ ตั่งซาจึงตัดสินใจกลับมาที่เมืองแต้จิ๋วอีกครั้ง และปลอมตัวเป็นช่างรับจ้างขัดกระจกเพื่อที่จะได้เข้าบ้านตระกูลอึ๊ง โหง่วเนี้ยต้องการที่จะเผยความในใจ จึงเอาลิ้นจี่ห่อผ้าเช็ดหน้าแล้วโยนลงไปให้ตั่งซา เมื่อตั่งซารู้ดังนั้นแล้วจึงแกล้งทำกระจกของตระกูลนางเอกแตก แล้วอ้างว่าไม่มีเงินชดใช้ จำต้องยอมขายตัวเองเป็นทาสรับใช้ของตระกูล เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้นางเอก

ทำความรู้จัก “ตั่งซาโหง่วเนี้ย”《陳三五娘》งิ้วขาประจำเทศกาลหง่วงเซียว Read More »

กวนอู (關羽): จากแม่ทัพผู้ชาญชัยสู่เทพเจ้าแห่งโชคลาภ

กวนอูถือเป็นหนึ่งในบุคคลประวัติศาสตร์ที่ไม่ว่าใครต่างก็เคยได้ยิน ทั้งในฐานะแม่ทัพผู้เก่งกาจในยุคสมัยสามก๊ก และเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ แต่จากที่กล่าวไปทั้งหมดนั้น เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านอาจรู้จักกวนอูในฐานะ “ไฉ่สิ่งเอี๊ย” หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภด้วย (財神爺) หรือหากกล่าวให้แม่นยำยิ่งขึ้นก็จะต้องบอกว่าเป็น เทพเจ้าแห่งโชคลาภฝ่ายบู๊ หรือ “บู๊ไฉ่สิ่งเอี๊ย” (武財神)  สถานะของกวนอูในยุคสมัยต่าง ๆ ยุคฉิน ฮั่น เว่ย จิ้น และหนานเป่ยเฉา (秦、漢、魏晉、南北朝)  นับตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตอนปลาย มาจนถึงหนานเป่ยเฉา กวนอูนั้นยังไม่ได้รับสถานะเป็นเทพ มีเพียงแค่บางพื้นที่ของประเทศจีนเช่นเมืองเกงจิ๋วและแคว้นจ๊กเท่านั้นที่ตั้งศาลเจ้าเพื่อสักการะบูชาท่านในฐานะ “วิญญาณผี” เท่านั้น เพราะเชื่อว่าท่านเป็นแม่ทัพที่เสียชีวิตในสนามรบทำให้มีความอาฆาตแค้นสูง จึงเคราพบูชาด้วยความหวั่นเกรง ราชวงศ์สุย (隋唐) ในยุคสมัยนี้เป็นช่วงที่สถานะของกวนอูนั้นเริ่มเปลี่ยนไป กล่าวคือไม่ได้ถูกมองเป็นวิญญาณร้ายอีกต่อไป ใน “บันทึกทั่วไปเกี่ยวกับผู้ก่อตั้งพุทธศาสนา”《佛祖統記》เล่าไว้ว่าคำคืนหนึ่งในขณะที่พระอาจารย์จื้ออี่ (智顗) กำลังบำเพ็ญสมาธินั้น กวนอูก็ได้ปรากฏต่อหน้าท่าน และขอให้พระอาจารย์สร้างวัดในเมืองเกงจิ๋วขึ้น โดยที่ตนจะทำหน้าที่ปกป้องพระอารามแห่งนี้ พระอาจารย์จื้อเจ่อจึงได้แสดงธรรมให้แก่กวนอู และหลังจากนั้นเป็นต้นมา กวนอูก็ได้ปกป้องสถานที่แห่งนี้มาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้จึงได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระสังฆรามโพธิสัตว์” (伽藍菩薩) หรือพระโพธิสัตว์ผู้ปกป้องศาสนา ราชวงศ์ซ่ง (宋代) ในยุคสมัยดังกล่าว มีเหตุปัจจัยต่าง ๆ เช่น สถานการณ์บ้านเมือง การศึกสงครามรอบด้าน

กวนอู (關羽): จากแม่ทัพผู้ชาญชัยสู่เทพเจ้าแห่งโชคลาภ Read More »

เทศกาลชุงฮุง มีอะไรมากกว่าที่คิด

บนปฏิทินจีนน่ำเอี๊ยง มีวันหนึ่งเขียนเอาไว้ว่าวันชุงฮุง วันนี้หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าเป็นวันที่มีความสำคัญในช่วงเทศกาลการไหว้บรรพบุรุษไม่แพ้กับเช็งเม้งเลยก็ว่าได้ ชุงฮุง สารทฤดูใบไม้ผลิและการไหว้บรรพบุรุษ ความเป็นมาของเทศกาลชุงฮุง วันชุงฮุง (春分) ตรงกับวันที่ 11 เดือน 2 ของทุกปีตามปฏิทินจันทรคติจีน คำว่า “ชุงฮุง” แปลว่า กลางฤดูใบไม้ผลิ โดยเป็นเป็น 1 ใน 24 สารทย่อยของจีน ในสมัยโบราณวันนี้จะมีความสำคัญเกี่ยวกับการไหว้เทพเจ้าแห่งการเกษตร เพื่อขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล นอกจากนี้ วันชุงฮุง ยังเป็นวันที่มีปรากฏการณ์ที่แสงจากดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตร ซึ่งชาวจีนเชื่อว่าเป็นวันที่โลกมีความสมดุลมากที่สุดอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ช่วงชุงฮุงนั้น เป็นหนึ่งใน 24 สารทย่อยของจีน จะอยู่ในช่วงกลางฤดูใบไม่ผลิ เป็นช่วงสภาพอากาศอบอุ่น แดดดี อากาศแจ่มใสเหมาะกับการประกอบกิจกรรมกลางแจ้ง จึงทำให้หลายครอบครัวมีการเดินทางไปไหว้บรรพบุรุษในช่วงชุงฮุง แทนการไปไหว้ในช่วงเช็งเม้ง เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายและการจราจรที่ติดขัด ความมหัศจรรย์ของเทศกาลชุงฮุงเทศกาลชุงฮุงนอกจากจะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการไหว้บรรพบุรุษแล้ว อีกหนึ่งความพิเศษของเทศกาลนี้ก็คือ วันวิษุวัต (EQuinox) หรือ วันราตรีเสมอภาค ซึ่งมักจะตรงกับวันที่ 5 หรือ วันที่ 21 มีนาคมของทุกปีโดยไม่คลาดเคลื่อน วันนี้มีปรากฏการณ์ที่แสงจากดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตร ทำให้มีช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน การละเล่นในช่วงเทศกาลชุงฮุง​พิธีตั้งไข่เป็นหนึ่งในการละเล่นของวันชุงฮุง ที่มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนานกว่า4,000ปี

เทศกาลชุงฮุง มีอะไรมากกว่าที่คิด Read More »

Scroll to Top